แสงตะวันโผล่ออกจากของฟ้า
ดาวตะวันสีแดงป่นส้มเข้มเริ่มครอบครองพื้นที่ที่เคยมืดสนิท
พระจันทร์ที่เคยลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้าในยามค่ำคืนค่อย ๆ ถูกแสงของดวงตะวันกลบ
ทันใดนั้นเสียงที่น่ารำคาญที่เราเรียกมันว่า นาฬิกาปลุกก็ดังขึ้น
“โอ๊ยเวลาหลับเวลานอนมันชั่งน้อยจริง
ๆ”ผมสบถพร้อมกับใช้มือปัดนาฬิกาที่กำลังส่งเสียงน่ารำคาญลงไปตั้งตะง่าอยู่บนพื้น
แต่มันก็ไม่กระทบกระเทือนแต่อย่างไร ผมกำลังคิดว่าขนาดได้มันมาฟรีแล้วยังใช้ได้ดีซะขนาดนี้ถ้าผมไปซื้อมันมาเองแล้วล่ะก็ผมว่าปาตกน้ำไปแล้วมันก็ยังส่งเสียงอันน่ารำคาญได้อีกเป็นแน่
ในขณะที่ผมกำลังบ่นด่านาฬิกาปลุกจอมอึดของผมอยู่เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“ทัยตื่นได้แล้วมันเช้าแล้วนะ
ทัย ทัย” เฮ้อ ๆ ทัย ๆ อยู่ได้น่ารำคาญจะเรียกอะไรกันนักหนา เสียงบ่นจากนอกประตูที่ไม่ต้องเปิดดูก็รู้ว่าเป็นใครก็ดังขึ้น
ผมชันตัวลุกจากเตียงที่แสนจะนุ่มและอุ่น กึ้ย! พึงรู้สึกทำไมวันนี้มันหนาวแบบนี้ฟ่ะเนี้ย
ผมมองซ้าย ขวาหาเสื้อโค๊ต แล้วก็เจอผมเดินไปหยิบเสื้อโค๊ตมาใส่แล้วก็พยายามเดินไปที่ประตูให้ช้าที่สุด
ผมว่าข้างนอกมันต้องหนาวกว่านี้เป็นแน่ แล้วก็บิดลูกบิดประตูที่เย็นอย่างกะมีน้ำแข็งมาเกาะเปิดออก
“อะไรของแกเนี้ยะปลุกแต่เช้าเลย
เห็นใจคนนอนดึกหน่อยสิ”ผมสบถใส่ไอ้คนที่ยืนอยู่ทำหน้านิ่งเหมือนหุ่นไม้
ผมสีน้ำตาลเข้ม นัยน์ตาสีดำสนิทมืดมิดและโคตรจะมืดมน
เอ่อผมลืมบอกไปมันเป็นพี่ผมชื่อคิว อายุ 18 ปีแก่กว่าผมปีหนึ่ง
แต่จะไม่จำว่ามันเป็นพี่ผมก็ได้นะ ผมก็ไม่นับถือมันเป็นพี่หรอก
“เมื่อไรจะตื่นเช้าเหมือนคนอื่นเขาบ้างซักที”
มันบ่นแล้วมองหน้าผมที่ยังไม่ทันจะตื่นเต็มตา ใช้มือขยี้ตาอย่างมึน
ๆ กับการพึงตื่น “เอ่อ ๆ รู้แล้ว ๆ 5 นาที 10
นาทีก็ไม่ได้จะรีบไปทำไมโรงเรียน มันไม่หนีแกหรอกน่าไอ้คนบ้าเรียนเอ๋ย”ผมพูดก่อนจะเมินมันเป็นเดินเข้าห้องมาแล้ว
มันก็ละเมิดสิทธิเดินตามเข้าห้องมาอย่างหน้าตาเฉย
“เฮ้ย ๆ
เข้าห้องคนอื่นก็ขออนุญาตด้วย”ผมพูดแล้วเดินไปหยิบผ้าขนหนูที่อยู่ในตู้เตรียมตัวจะอาบน้ำ
“…..” มันไม่ได้ตอบอะไรแค่เพียงมองหน้าผม
จากนั้นผมก็ละสายตาจากมันแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำ ประมาณกว่ายี่สิบนาทีผมก็อาบน้ำเสร็จ
ผมเดินออกมาจากห้องน้ำใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมที่เปียกอยู่
พอเงยหน้ามองที่ห้องก็เจอที่มนุษย์คนหนึ่งนอนอุตุอยู่ที่โซฟาตัวโปรด
“แม้ ๆ
กล้ามาพูดว่าชาวบ้านตื่นสายแล้วดูมันดิ” ผมบ่นพรึพรำ
แล้วสายตาผมก็ปะเจอกับกับปากกาเมจิกที่วางเด่นอยู่บนโต๊ะทำงาน “หึๆ” ผมสะแหยะยิ้มอย่างน่าขนลุกชนิดที่ว่าใครเห็นมันคงไม่อยากเข้าใกล้
แล้วก็เดินไปหยิบปากกาเมจิกมาแล้วจัดการระบายลงบนหน้ามนุษย์ที่นอนสบายอยู่ ฮ่า ๆ
ผมหัวเราะแต่ให้เงียบที่สุดไม่ให้เสียงรอดออกไป เดี่ยวมันจะตื่นซะ
หลังจากนั้นผมก็แต่งตัวอย่างเร็วด้วยความเร็วแสง แล้วก็ลงไปชั้นล่างคิดเมนูอาหารเช้าที่จะเขมือบไว้ในหัวในขณะที่กำลังลงลิฟท์พอถึงชั้นที่หนึ่ง
ก็มองหาที่นั่งแล้วก็เรียกพนักงานมาเพื่อจะสั่งอาหารเช้า
แต่ผมจะสั่งของหวานเพิ่มดีไหมน่า ขณะที่กำลังคิดไอ้ขี้เก๊กเฮ้ยไม่สิ
ทำไมมันตื่นเร็วจัง อย่าบอกนะว่ามันแกล้งหลับ ไม่ทันไรมันก็เดินมาถึงโต๊ะที่ผมนั่งอยู่
“เผลอหลับไปแปบเดี่ยวแกล้งกันแรงนะ
ปากกามันล้างออกกยากนะ” ถ้าล้างออกยากแกก็ไม่มาเร็วขนาดนี้หรอก
ผมบ่นในใจ แล้วผมก็พยายามทำหน้าสำนึกผิด “เอาเมนูแบบเมื่อวาน
2 ชุดครับ”เฮ้ยมันสั่งอาหารตัดหน้าช้านนนนนนนนนนนนนน “ค่ะรอซักครู่นะค่ะ” แล้วแม่พนักงานสวยก็เดินไป ฮือ ๆ
อาหารเช้าที่แสนอร่อย ต้องกลายเป็นเมนูแสนจะเอื้อนอีกแล้วเหรอเนี้ยะ
“เฮ้ยคิว
แกอย่าสั่งอาหารตัดหน้าฉันดิฟ่ะ”ผมแหกปากโวยวาย
“อย่าพูดมาก
คนจ่ายเงินฉันนะ”
“….”เอ่อมันจ่ายจริง
เฮ้ยไอ้ขี้โกง
“แน่จริงก็เอาบัตรเครดิตฉันคืนมาดิเฟ้ย” ยังไม่ทันที่ผมจะเถียงกับมันจบอาหารก็มาเสริฟ เฮ้ย ๆ แกจะรีบทำกันไปไหน
อาหารเช้าวันนี้คือ Fettuccine with rock lobster เป็นเส้นเฟตตูชินี่ที่ทางทำเองนำมาผัดกับร็อคล็อบสเตอร์
ใส่มะเขือเทศเชอร์รี่ และใส่ไวท์ไวน์ซอส ชิมรสชาติเส้นเฟตตูชินี่เหนียวนุ่มเคล้ารสชาติซอสที่มีรสกลมกล่อมละเมียดลิ้น
กินเข้ากับร็อคล็อบสเตอร์เนื้อหวาน แต่ผมกินไอ้นี่มัน 3 มื้อติด ๆ กันแล้ว
“แกไม่เบื่อบ้างรึไงเนี้ย”ผมมองอาหารที่วางอยู่ตรงหน้าสลับกับไอ้คนที่มันสั่งมา
“อย่าบ่นมากเมื่อกี้ทำหน้าหิวไม่ใช่เหรอกิน ๆ เข้าไปสิ”
“หน้าฉันจะกลายเป็นลูกมะเขือเทศแล้ว
แต่กินเข้าไปอีกมื้อคงไม่ตายหรอก”แล้วผมก็จัดการกับอาหารตรงหน้า
แต่ก็ดูสึกได้ว่าไอ้ขี้เก๊กมันมองผมก่อนจะหยิบซ้อมกับมีดที่วางอยู่ข้าง ๆ
แล้วกินตาม พอผมชัดการอาหารที่เอี้ยนแบบสุดจะทนเสร็จแล้ว ผมกับไอ้ขี้เก๊กก็เดินออกจากคอนโดเพื่อไปลานจอดรถ
รถรถสปอร์ตซูเปอร์คาร์ไฮเอนด์เนียนที่ไอ้ขี้เก๊กพึงไปถ้อยมาก็มาจอดอยู่หน้าผม
เมื่อจัดแจงขึ้นรถเสร็จเรียบร้อยรถก็ออกตัวอย่างเร็ว “เฮ้ย ๆ ขับดี ๆ
หน่อยดิอาหารเช้าฉันจะออกแล้วนะเฟ้ย”ผมบ่นเสียงดังในขณะที่ไอ้ขี้เก๊กขับรถแซงซ้ายแซงขวาแบบไม่เกรงใจใคร
“หรือจะให้ขับแบบเมื่อวาน”มันตอบเสียงเรียบในขณะที่หน้ามองไปที่ถนน
“เอ่อ..ไม่ต้องฉันไม่อยากตาย”เมื่อจบประโยคผมก็นั่งนิ่งไม่พูดตลอดทาง
ไม่นานนักเราก็มาถึงโรงเรียน ดีที่มาถึง ข้างหน้าเราก็ประตูบานมหึมามาพร้อมกับป้ายชื่อโรงเรียนที่ใหญ่ไม่แพ้กันซึ่งบ่งบอกถึงความมีระดับและหรูหรา
เอ่อเอาง่ายๆ คือไอ้โรงเรียนนี้มันเวอร์ รถเลี้ยวเข้าประตูแล้วจอดให้ผมลง ให้ไอ้ขี้เก๊กเอารถที่จอดที่ลานจอดรถ
ผมเดินไปหน้าที่ม้าหินอ่อนรอ
ซักพักผมก็ได้ยินเสียง “กรี๊ดดด พี่คิวมาแล้วล่ะเธอ”นักเรียนสาวประมาณราวๆ ผมพูดถึงในวงเพื่อน “จริงเหรอ
ๆ”เพื่อนอีกหลายคนก็มองไปยังไอ้ขี้เก๊กที่กำลังเดินมาหาผม “ทัยไปได้แล้ว”
รู้สึกตัวอีกทีมันก็มาอยู่ตรงหน้าผมแล้วดึงผมลุกจากเก้าอี้
เดินตรงไปยังตึกเรียนของแผนก ม.ปลาย “ไปได้แล้วแกน่ะถึงหน้าตึกแล้วฉันไม่หลงหรอกน่า”ผมหยุดฝีเท้าแล้วหันหน้ามาพูด “เดินไปเถอะ
ฉันอยากเห็นสภาพห้องเรียนของนาย”มันไม่คิดจะหยุดแถมเดินนำหน้าผมไปด้วยอีก
แกรู้ว่าฉันเรียนห้องไหนรึไงเดินนำเชี่ยว แล้วผมกับไอ้ขี้เก๊กก็เดินขึ้นบันไดมาหยุดอยู่หน้าห้อง
“ม.5/2” มันพรึมพรำขึ้นพลางมองไปรอบ ๆ
ห้อง ผมเดินเข้าห้องไปเอาประเป๋าวางที่โต๊ะอย่างทุก ๆ วัน “ไปได้แล้ว”ผมพูดไล่มันอีกครั้ง “งั้นห้าโมงจะรอที่รถ”พอพูดเสร็จมันก็เดินจากไปไม่สนใจว่าผมจะพูดอะไรต่อไหนและที่สำคัญ หน็อย!ฉันไม่ใช่เด็กอนุบาลจะเฟ้ยถึงจะให้แกมารับมาส่ง “เฮ้ยทัย
พี่นายมาส่งถึงห้องเลยเหรอดีว่ะ”เพื่อนในห้องคนหนึ่งมาจับที่ไหล่ผมแล้วพูดพร้อมกับขำไปด้วย
เหมือนบอกนัย ๆ ว่าผมยังเหมือนเด็กอยู่ “…”
ผมไม่ได้ตอบอะไรและคิดเพียงแค่นี่มันคือเสียงนกเสียงกาเท่านั้น แล้วเพื่อนกลุ่มอื่นก็พาหัวเราะไปด้วยไม่ต้องถามก็รู้ว่าอะไรหัวเราะเยาะผมอยู่
เสียงนกเสียงกา ๆ ผมพยายามพูดข่มตัวเองไม่ให้กำปันใส่หน้าไอ้คนที่เริ่มเรื่อง
เพราะไม่งั้นผมก็คงไปนั่งเล่นที่ฝ่ายกิจกรรมนักเรียนอีกเป็นแน่
ในขณะที่ผมกำลังหาอะไรทำแก้เซ็งก็เจอเข้ากับคนรู้จัก
“ดีป้ามาเดินทำอะไรแถวนี้เนี้ยแผนกของมหาฯลัยมันอยู่ทางโน้นไม่ใช่เหรอ”ผมทักป้าไม่สิเขาเป็นเพื่อนพี่ที่รักผมเองชื่อคุ๊กกี้ อายุห่างจากผมก็หนึ่งปีและเหมือนป้านี่ก็ชอบพี่ที่เคารพของผมอยู่ด้วย
“ฉันเดินเอาเอกสารการเรียนมาให้อาจารย์ยะ”เพ่งหน้าแตกเลยเราเล่นมุกป้าไม่เล่นด้วย
“ใช่ ๆ ทัยวันนี้ฉันขอกลับบ้านด้วยได้ไหม
พอดีมันนี้แม่ฉันมีธุระมารับไม่ได้”แล้วป้าแกก็เปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็วจนผมตามไม่ทัน
“รถเม ๆ”ผมพูดบอกปัด “ฉันไม่เคยนั่งหรอก นะๆ ทัยให้ฉันกลับด้วยนะ”
ป้านี่ทำหน้าอ้อนผม เฮ้อจะเอาไงดี แต่บ้านป้าแกอยู่คนละทางกับคอนโดผมเลย
ที่จะขอไปด้วยรู้หรอกว่าอยากจะนั่งรถกับคิว แต่เดี่ยวแบบนี้มันต้องมีข้อแลกเปลี่ยน
หึ ๆ ผมคิดแผนอันชั้วร้ายในหัว
“ก็ได้ ๆ”พอผมพูดเสร็จป้าแกก็ทำหน้าดีอกดีใจใหญ่
“แต่”
“1อาทิตย์นี้ต้องทำการบ้านให้ฉันด้วย โอเครึเปล่า”ป้าแกคิดอะไรครู่หนึ่ง
“ได้ ๆ เรื่องเล็ก”แล้วป้าแกก็ตกลง
หึ ๆ มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก
“ทุกวิชา”ผมเสริมอีก
“ได้ทุกวิชา เดี่ยวสิ! ถ้าทำให้เธอทุกวิชาแล้วฉันจะเอาเวลาไหนไปทำการบ้านฉันล่ะ”
“แต่เมื่อกี้ป้าตกลงแล้วไม่รู้ล่ะ”ผมพูดอย่างไม่สนใจคำคัดค้านแต่อย่างได
“ถ้าอย่างนั้นนายก็บอกคิวด้วยว่าฉันจะขอกลับบ้านด้วยทุกวันเลยแล้วกันแปลกับการทำการบ้านให้นาย”ยัยป้านี่พูดเองเอ่อเองไปแล้วได้คืบจะเอาคอกรึไง
“ถ้ามันบอกว่าได้ฉันก็โอเคล่ะนะแต่ถ้ามันบอกว่าไม่ได้ฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้นะป้า”
“ย่ะ”ว่าเสร็จป้าแกก็รีบเดินไป
ผู้หญิงสมัยนี้เข้าใจยากชะมัด
ก่อนผมจะล่ะสายตาไปจากไปไม่ทันจะถึงสิบนาทีอาจารย์ที่จะสอยวิชาแรกก็เข้ามาอย่างพอดิบพอดี
“ทุกคนทำความเคารพ”
“สวัสดีครับ/ค่ะ”เฮ้อเป็นงี้ทุกทีเลยพอจะเริ่มเรียนก็ง่วงนอนทันทีเลย
ตาลายหมดแล้วนอนเอาแรงก่อนดีกว่า เดี่ยววิชาต่อไปค่อยตั้งใจเรียนก็ได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น