“ท่านโรฟอน
ท่านโรฟอน”เสียงปลุกที่น่ารำคาญเป็นครั้งที่สองของวันนี้
ผมพยายามลืมเปลืองตาพื้น เห้! โรฟอนนี่ใครล่ะหว้า
อย่าบอกนะว่ามันเรียกผม! เฮ้ยไม่จริงน่าผมชื่อทัย ฮ่าๆตลกแล้ว
ผมลืมตาแล้วพยุงตัวขึ้นจากเตียงที่ไม่คุ้นแล้วมองไปรอบ ๆ
ห้องที่นี่มันที่ไหนกันแน่ล่ะเนี้ย ผมจำได้ว่าเมื่อกี้ผมหลับเอ้ย!เรียนอยู่ห้องเรียน แล้วนี่มันก็ศตวรรษที่ 21 ใช้คำว่า “ท่าน”เนี้ยนะ ผมมองหน้ามันชัด ๆ ทีเป็นเพราะพึงตื่นล่ะมั่งตาผมมันยังพล่ามัวอยู่เลย
“น่ารำคาญน่าอาเธอร์”เฮ้
อาเธอร์แล้วผมไปรู้ชื่อมันได้ยังไงผมมองชายวัยประมาณ20ปีกว่าๆแต่งชุดเหมือนกับทหารองครักษ์ของพระราชินีในพระราชวังอังกฤษ
และรวมกับถึงผมสีดำสนิทนัยน์ตาสีราวกับมหาสมุทรที่ดูลึกลับ
ฮ่าฝันแน่ๆผมใช้มือยิกแก้วตัวเอง
“”โอ๊ยเจ็บ”ไม่ได้ฝันสินะ “ท่านโรฟอนทำอะไรหรือ”มันถาม
“อ่ะเอ่อไม่มีอะไรๆ”ผมกัดฟันตอบรู้ไว้ซะด้วยตอนนี้ถ้ามีกระจกให้แก้วผมมันคงจะแดงก่ำหมดแล้ว
“ข้าได้รับมอบหมายให้ตามหาท่านตั้งแต่สี่วันที่แล้ว
ท่านเบลเลอ โรฟอน”เรื่องอะไรกันล่ะเนี้ย ชักจะ งงไปหมดแล้ว
แล้วไอ้ชื่อเห้ยๆนั่นมันอะไรกันชื่อผม นรันกร เดชศศิวัฒนถาวรกุลเฟ้ยอย่ามาเอาชื่อเห้ยแบบนั่นมันเรียกผมนะ
“ข้าเตรียมชุดไว้ในท่านแล้วอยู่ทางโน้นนะขอรับ
ข้าอยากให้ท่านรีบด้วยนะขอรับเพราะการหายตัวไปขอท่านทำให้พวกเราเดือดร้อนกันมากนะขอรับ
ข้าขอตัวไปรอข้างนอกครับ”ผมอ้างปากค้าง เอ้ย! มันไม่หยุดให้ผมปริปากแทรกได้เลย
แล้วพอจบมันก็เดินออกไปหน้าตาเฉยไม่รอว่าผมจะพูดอะไรต่อเลย
แล้วพอไอ้บ้าอาเธอร์เดินออกจากห้องไปเสร็จแล้วผมก็เดินไปรอบๆดูห้องใหม่ที่ตอนนี้มันก็คงกลายเป็นห้องของผมเรียบร้อยแล้ว
มันเป็นการตกแต่งแบบเรียบๆ แต่ห้องใหญ่โตไม่แพ้กับห้องที่ผม (จริงๆ) แต่ตอนนั้นเสียงเอะอะจากข้างล่างก็เรียกความสนใจจากผมได้ดี
ทำให้ผมมองไปยังด้านล่าง มันเป็นสนามที่กว้างมาก ๆ เกือบๆสี่ห้าไร่ได้
มีทหารจำนวนนับไม่ทวนกำลังฝึกซ้อมคล้ายกับการรบ รบ!
ผมว่าผมเข้าใจไม่ผิดทั้งดาบ ธนูอาวุธมันไม่ควรมีในยุคของผมแน่ๆ ผมเริ่มจะปวดหัว
เลยถ้อยห่างจากหน้าต่าง
“เอ่อว่าแต่ไอ้บ้านั่นวางชุดไว้ตรงไหน”ผมมองไปรอบๆแล้วก็เจอเข้ากับชุดที่พับไว้อย่างเรียบร้อยผมเอาชุดนั่นขึ้นมาดู
เอ่อชุดคล้ายๆกับเจ้านั่นเลยแต่เหมือนผม
แต่ของผมมันเป็นชุดสีดำแล้วยศที่ติดเต็มไปหมด มันคงจะหนักใช่เล่นเลย
ผมจัดแจงแต่งชุดที่ได้มาอย่าไม่เต็มใจซักเท่าไร
ให้ตายทำไมเด็กมอห้าอย่างผมต้องมาเจอเหตุแบบนี้ด้วยล่ะเนี้ย
“เอ่อท่านโรฟอน ข้าว่าท่านลืมอะไรไปซักอย่าง”มันมองผมอย่างพิจารณา
“อะไรล่ะ”
“........”มันไม่ได้ตอบเพียงแต่เดินเข้าห้องผมไป
แล้วเดินหยิบอะไรบ้างอย่างออกมา
“นี่ขอรับ”มันเอาสร้อยเส้นหนึ่งให้ผมมันเป็นสร้อยคริสตันดาวหกเหลี่ยม
“มันเป็นของสำคัญมากสำหรับท่านมิใช่หรือขอรับ”สำคัญงั้นหรือ?ผมมอง ๆ ดูสร้อยเส้นนี้อีกรอบเอ๋?ทองคำนี่น่า
มันทองคำสีเจิดเป็นรูปดาวเล็ก ๆ
“อ่าใช่มันสำคัญมาผม
เอ้ย! ข้าจะเก็บมันอย่างดีเลย”
“ท่านนี่พูดจาแปลกๆนะขอรับ ข้าเห็นท่านดูแลรักษามันมานานแล้วนะขอรับก่อนข้าจะเข้ามาอีก”
“เอ่อ...นั่นสินะ”ผมตอบอย่างยิ้มๆ จะบ้ารึไงผมพึงเคยเห็นนี่แหละเฟ้ย หลังจากคุยกันจบมันก็พาลงมาจากตำที่น่าจะเป็นที่พักส่วนตัวของผมโดยเฉพาะ
เดินไปทางป้อมปราการเก่าๆยังกับปราสาทร้างไม่มีผิด
อยากจะรู้จริง
ๆ ว่าไอ้ที่สั่งให้สร้างคิดอะไรอยู่ กะให้มันเป็นสวนสนุกรึไงกัน
จะอะไรเล่าทางขึ้นๆลงๆที่น่ามึนแบบนี้เดี่ยวเลี้ยวซ้าย ขวา และแล้วผมกับไอ้บ้าอาเธอร์ก็มาหยุดอยู่หน้าบานประตูใหญ่มหึมา
เป็นไม้ดูเรียบแต่อลังการซะไม่มี กึ๋ย! รู้สึกเหมือนจะมีรังสีอำมหิตมากๆจากในห้อง
“เข้าไปกันเถอะขอรับท่านโรฟอน”ว่าเสร็จเจ้านี่ก็ผลักประตูบานใหญ่เข้าไป
ผมได้แค่ยืนแข็งเป็นหิน แล้วมันก็เดินนำหน้าผมเข้าไปในห้องนั้นทำให้ผมต้องเดินตามเข้าไป
พอเดินเข้าไปก็เจอกับโต๊ะที่ตั้งตะหง่าอยู่กลางห้อง
ซึ่งมีคนนั่งอยู่พร้อมกับทำหน้าเคร่งเครียด แล้วมองตรงมาที่ผม อะไรกันเนี้ย
ในขณะที่กำลังจะปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศอยู่นั่น
“โรเจ้าหายไปไหนมารู้ไหมข้าเป็นห่วงเจ้าขนาดไหน ข้ากินไม่ได้นอนไมหลับเลยนะ”อยู่ดีก็มีคนลุกจากโต๊ะโผล่เข้ากอดผมแบบไม่ได้ตั้งตัว
ทำเอาผมพูดอะไรไม่ออกแถมมันก็เป็นผู้ชาย รูปร่างดีผมสีทอง ตาคมแกรบ
ผิวสีขาวตัดกับดาวตาที่ดำโดยสิ้นเชิง
“เอ่อ คือข้า”
“ไม่ต้องเอ่ออ่ออะไรกันแล้วรู้ไหมมันเป็นข่าวร้ายขนาดไหนที่คนอย่างเจ้าอยู่
ๆ ก็หายตัวไป แล้วก็ดันทิ้งงานการคัดเลือกทหารเข้ามาในหน่วยแบบนี้” ไอ้คนที่นั่งอยู่เอ๋ยขึ้นซึ่งมีผมปะบาสีดำออกน้ำตาล
นัตน์ตาสีเลือดและคมกริบเหมือนว่าฆ่าคนได้เลยทีเดียว
“ท่านเอิร์ล
ข้าว่าท่านโรฟอนคงมีข้อแกตัวที่น่าฟังอยู่แน่ ๆท่านใจเย็นก่อนเถอะ”อีกคนที่นั่งอย่างสบายใจโพล่ขึ้นท่าทางเขาจะไม่ได้ทำท่าโกรธหรือไม่พอใจกับผมเหมือนกันไอ้เจ้าตัวใหญ่ที่ทำท่าเหมือนด่าผมเหมือนกี้นี้
แต่เวลามันยิ้มให้ผมแล้วมันทำให้ผมขนลุก
“เอ่อยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรหรอกนะแต่
ขอถามอะไรขอสิพวกนายเป็นใครกัน?”
“อย่ามาล้อเล่นนะโรฟอน
อาทิตย์นี้ข้าเครียดกับงานมามากพอแล้วนะ”ไอ้คนตัวโตตะโกนขึ้นอีกระรอบ
จะทำไงได้ฟ่ะก็คนมันไม่รู้เรื่องจริงนี่หว้า
“ใจเย็นท่านเอิร์ลแล้วการเรียกหัวหน้าแบบนั้นข้าว่ามันไม่เหมาะ”ไอ้บ้าอาเธอร์พูดขึ้น
มันมองผมด้วยสีหน้าไม่ค่อยพอใจเหมือนกันแต่มันก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ
“เจ้าจำข้าไม่ได้เหรอโร ข้าไงไวท์”มันเขย่าตัวผมเป็นการใหญ่
แล้วมองดูเหมือนมันก็น่าจะรู้แล้วว่าทำยังไงผมก็จำอะไรไม่ได้อยู่ดี
แล้วคืนถ้ามันเขย่าไปมากกว่านี้ผมคงจะกระโดดถีบมันแน่ ๆ
“เอ่อแล้วผมเอ้ย
ข้าก็มีเรื่องถามพวกเจ้าเหมือนกันที่นี้ที่ไหน? แล้วข้าชื่อโรฟอน?”เมื่อยิงคำถามนี้เข้าไปคนที่นั่งอยู่ ณ
ที่นี้ทุกคนก็พากมองผมเป็นตาเดียวไม่เพียงแต่พวกที่พูดเมื่อกี้แล้วยังพวกที่นั่งนิ่งอยู่
“ข้าว่าดูแค่นี้ก็น่าจะรู้กันแล้วนะขอรับว่าท่านโรฟอน
จำอะไรไม่ได้เลย”อาเธอร์พูดขึ้น
“ถ้าเรื่องจริงงั้นข้าดูช่วยเอง”ว่าแล้วไอ้คนที่ชื่อไวท์มันก็เปลี่ยนจากจับบาผมเมื่อกี้เป็นจับมือแล้วลากผมมาหน้าผู้หญิงคนหนึ่งที่สวยมาก
ๆ แต่งตัวคล้ายกับไอ้คนตัวโตเมื่อกี้
“อันเซียร์ช่วยโรหน่อยสิ
ข้ารู้ว่าเจ้าเก่งเรื่องการรักษาโรค”
“จะบ้ารึ
ข้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านโรฟอนเป็นโรคอะไรข้าจะรักษาได้อย่างไร?”แล้วพี่สาวก็ว่าขึ้น
เอ๋ทำไมผมถึงเรียกว่าพี่สาวน่ะเหรอก็ดูท่าจะแก่กว่าผมมากโขเลยทีเดียว
“แล้วเจ้าช่วยอะไรไม่ได้เลยเหรอ?”
“ไม่
ข้าไม่เคยเจอแบบนี้ข้าช่วยอะไรไม่ได้หรอก”ดีแล้วเพราะมันยังไงไอ้ความทรงจำที่มันไม่มีตั้งแต่แรกมันก็ไม่มีทางกลับมาหรอก
“เลิกเอะอะกันได้รึยัง
มันน่ารำคาญ”เสียงดังจากคนร่างโตโพล่ขึ้น แหกปากโวยวายซะจริง
ๆ ผมไม่ชอบมันเลย
“อะเอ่อข้าขอโทษที่ทำให้เอะอะกัน”ขอโทษตามมารยาทเท่านั้นล่ะ
“ท่านไม่ต้องขอโทษหรอก
หัวหน้าอย่างท่านทำอะไรย่อมไม่ผิดอยู่แล้ว”แบบนี้มันประชดกันชัด
ๆ
เท่าที่เห็นแล้วเหมือนการประชุม
ครั้งนี้ผมคงเป็นคนสำคัญมาก ๆ
แล้วผสมกับการที่มันเรียกผมว่าท่านด้วยแล้วในที่นี้ผมคงจะมีตำแหน่งหรือยศมากที่สุด
แล้วไอ้การพูดแบบตำหนิตำเตียนแบบนี้มันอะไรกัน
“เริ่มกันได้รึยังข้ายังไม่ได้ไปดูกองเอกสารที่กองเป็นภูเขาที่ห้องทำงานข้านะ”ไอ้เจ้าร่างยักษ์ว่า ทุกคนก็เดินไปเข้าที่รวมทั้งเจ้าไวท์ด้วย
เหมือนในที่นี้จะมีสมาชิกกันทั้งสิ้น 8 คนมี ไวท์ อันเซียร์ ไอ้คนที่ยิ้มน่าขนลุก
ไอ้ร่างยักษ์ แล้วก็คนที่นั่งงิมๆ2 คนแล้วคนที่นั่งหลับอย่างสบายใจอีกคน
และผมกับอาเธอร์
“งั้นก็เริ่มกันเลยแล้วกัน
ทุกคนวุ่นวายกันมากในสภาพที่หัวหน้าเบลเลอ โรฟอนไม่อยู่ที่นี่
ทำในงานทุกอย่างไม่เป็นไปตามคาดการคัดเลือกทหารเข้ามาในวังก็ถูกเลื่อนแล้วยังงานเอกสารอีกมากมาย”เอ่อผมไม่อยากเชื่อไวท์มันจะพูดอะไรเป็นทางการกับเขาเป็นด้วย
ว่าเสร็จมันก็เดิมไปนั่งที่แล้วมองผมเหมือนอยากรู้คำตอบจากปากผมเอง
“เอ่อผม...เอ้ยข้าจำไม่ได้หรอกนะว่าข้ามีความสำคัญกับที่นี่มากขนาดไหนแล้วข้าก็ไม่เคยเห็นพวกเจ้ามาก่อน”พูดเสร็จผมมองไปที่ ๆ คนที่แผ่รัศมีความน่ากลัวมากที่สุดคือไอ้เจ้าร่างยักษ์
ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะจำอะไรไม่ได้ มันคิดแบบนี้แหง่ๆเลย
“ท่านไวท์
ท่าคงไม่ว่าอะไรถ้าข้าจะทำการต่อไปที่ไม่สมควรเท่าไร”ไอ้ตัวยักษ์ว่าพล่างมองมาทางผม
เอาแล้วมันคิดอะไรผมดูไม่ออกหรอกนะ แต่อย่าคิดพิเลนๆแล้วกัน
“ถ้ามันไม่เกินกว่าที่ข้าจะรับได้ เจ้าจะทำอะไรก็ทำไปเถอะเอิร์ลเกรย์”ว่าแล้วไอ้เจ้าคนที่ชื่อไวท์ที่มันทำตีสนิทผมเมื่อกี้ก็เหมือนกันหมดอะไรตายอยาก
พอรู้ว่าผมความจำเสื่อม
ผมมองเจ้ายักษ์ใหญ่นั่นอีกรอบสายตามันก็ยังคงแผ่รังสีน่ากลัวออกมาไม่หยุด
ผมเลิกคิดที่จะเดาใจมันแล้วละสายตา แต่แล้วจู่ ๆ ความรู้สึกเหมือนอะไรอะไรวาบๆที่ต้นคอ
โลหะที่เงินที่ตีอย่างดี มันเงางามและสะท้อนใบหน้าของผมได้
เอ้ยไม่ใช่เรื่องจะพูดแบบนี้มันเอาดาบมาจอคอผม!!!
“เอิร์ลใจเย็น ๆ
ก่อนโร จำอะไรไม่ได้จริง ๆ เจ้าก็เห็นแล้วนี่น่า ทำอะไรต้องทำอะไรแบบนั้นด้วย
โทษมันร้ายแรงนะ”คนที่พูดคือไวท์สีตาตื่นตะหนอย่างมากเช่นเดียวกันคนอื่น
ที่ทำสีหน้าตำใจไม่คิดว่าไอ้เจ้ายักษ์มันจะทำอะไรแบบนี้
“ข้าขออภัยด้วยท่านรองแต่ข้าอยากรู้จริง
ๆว่าท่านโรฟอนได้กล่าวปดเพื่อโยนภาระหน้าที่มาให้พวกเราหรือไม่”
“ข้าไม่ได้พูดโกหกนะ
ข้าก็บอกไปแล้วไงว่าข้าจำอะไรไม่ได้เลย เจ้าจะฆ่าข้ายังไงข้าก็จำอะไรไม่ได้อยู่ดี”ผมแหกปากโวยวายถึงจะพูดแบบนั้นผมก็ไม่ได้อยากโดนฆ่าจริง ๆ หรอกนะ
“เห็นไหมเอิร์ล
โรน่ะจำอะไรไม่ได้หรอก อย่าทำแบบนี้เลยปล่อยโรเถอะข้าขอร้อง”
“ได้ ข้าก็คิดว่าคงเป็นแบบนั้น
ถ้ามาอยู่ต่อหน้าคมดาบของข้าแล้วยังโกหกได้ คงจะไม่ใช่มนุษย์แล้ว”ว่าจบมันก็เอาดาบที่จออยู่จนใส่กับลูกกระเดือกผมออก
“ข้าขออภัยด้วยกับการกระทำที่ไร้มารยาทแบบนั้น”มันเก็บดาบแล้วว่าขึ้น
“อ่ะ เอ่อ”ผมตอบอะไรไม่ได้มากกว่านี้
เพราะไอ้ความรู้สึกแบบที่ดาบมาอยู่ใกล้จนน่ากลัวนั่นมันทำให้ผมถึงกับปากแข็งเลยทีเดียว
“งั้นจบเรื่องที่พวกเจ้าสงสัยกันแล้ว
ข้าขอให้พวกเจ้ากลับไปประจำการ แล้วก็ทำงานตามภารกิจหน้าที่ด้วย
ข้ากับข้ากับไดเล็กช่วยสอนงานให้กับ โร เอง แยกย้ายได้”เมื่อจบคำสั่งของ
ไวท์แล้วทุกคนก็แยกย้ายเดินออกจาห้องโถงที่ทำการประชุมไป เหลือเพียงผม ไวน์กับ
คนท่าทางงิม ๆ ที่ชื่อไดเล็ก
เป็นผู้หญิงที่แปลกจริงๆใส่ชุดเหมือนกับทุกคนๆแต่มีฮุดปิดหน้าปิดตาอยู่ตลอดเวลา
รู้แต่เป็นคนหิวขาวมากๆ ขาวราวกับหิมะเลยมั่ง
“โร งั้นจะพาเจ้าเดินไปป้อมเอกสารแล้วกัน”ไวท์พูด
“...”ผมไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่พยักหน้าเป็นการรับรู้
ใช้เวลาเดินไม่นานผมก็มาถึงป้อมเอกสารที่ไวท์ว่า ดูเป็นป้อมเหมือนที่ผ่านๆ
แต่มีเวรยามเยอะเอาการ เพราะว่าคงมีเอกสารสำคัญๆของเมืองละมั่ง ผมเดา
“ไร
รู้ไหมตอนที่เจ้าไม่อยู่ข้ากับเอิร์ลและไดเล็กต้องจัดการกับเอกสารของเจ้าตลอดเลย
แล้วมันไม่น้อยเลยนะ”มันพยายามชวนผมคุย แต่ทำไมต้องเป็นเรื่องาน
หาเรื่องคุยที่มันสร้างสรรค์กว่านี้ไม่ได้แล้วรึไง ไอ้บ้างานนี้
“อธิบายไปข้าก็ไม่รู้เรื่องหรอกนะ
เอกสารแล้วต้องทำเอกสารด้วยเหรอ?”อ่ะพูดเรื่องงานมาผมก็ยินดีที่จะพูดเรื่องงานกลับไปบ้าง
“ก็ใช่น่ะสิ เอกสารเกี่ยวกับเมือง ประชาชน การทหาร
และก็อื่นที่เยอะแยะ”
“อืม ๆ “
“ถึงแล้ว”มันว่า
ผมมองห้องที่ถูกเปิดประตูไว้ ผมเดินตามไวท์เข้าไป
สภาเหมือนกับห้องเห็บเอกสารยังไงอย่างั้นมองแทบไม่เห็นคนที่นั่งทำงายอยู่ด้วยซ้ำ
ถ้าไม่ได้สังเกตดีๆ เอกสารที่กองอยู่ทั่วทุกที่ในอาณาเขตของห้อง
โต๊ะที่วางเป็นระเบียงอยู่ 4 ตัวที่มีเอกสารกองอยู่เหลือล้น
มีบุคคลอยู่ทำงานอยู่เพียงหนึ่งคนเท่า
ผมคิดว่าคนที่ทำงานพวกเอกสารพวกนี้คงจะเป็นไวท์ ง่ายๆก็คงเป็นพวกหัวหน้าทั้งนั้น
แล้วเบื้อหน้าคือไวท์ที่กำลังสาธยายงานของหัวหน้าอย่างผมให้ฟัง
ต่อยู่ความรู้สึกเจ็บก็แวบขึ้นที่อก มันเหมือนใครเอามาอะไรมาแทง
ตาเริ่มพล่ามัวไปหมดแล้ความรู้สึกเหมือนมีคนมารับตัวข้าเอาไว้
แต่ผมมองไม่ออกว่าเป็นใครแต่คนๆนั้นกำลังตะโกนเรียกผมว่าโรอย่างบ้าครั่ง แล้วทุกอย่างก็มืดสนิทไป
----- jiro ------
บทที่ 1 UP 100%